ข้อควรพิจารณาในการดูพระสมเด็จ

 ข้อควรพิจารณาลักษณะทั่วไปในการดูพระสมเด็จมีดังนี้

1. การตัดกรอบคม เป็นเส้นตรง ประณีตสวยงาม

2. มวลสารที่ใช้เป็นมวลสารละเอียดมีความประณีตในการทำ

3.สีส่วนใหญ่เป็นสีขาวอมเหลือง บางองค์อกเป็นสีน้ำตาล

4. มีกระหรือด่าง (น้ำตาล) ในบางองค์ สาเหตุเนื่องจากการทำปฏิกิริยาระหว่างอากาศกับเนื้อพระ

5. มีมวลสารพระธาตุมวลสารหลักชัดเจน ผสมกับปูนนอกอย่างดี

6. พิมพ์พระสมเด็จเป็นพิมพ์นิยมเป็นส่วนใหญ่

7. พระที่ผ่านการใช้เนื้อพระจะมันเป็นสีน้ำตาล (ฟิล์ม Film)

8. ด้านหลังพระส่วนใหญ่จะเปิดผิวเนื่องจากติดกับปูนปอร์ตแลนด์ด้านในฐานรูปหล่อหรือวัตถุิอันมีค่า

9. การลงรักปิดทอง (ของช่างหลวง)

10. การบรรจุ พระสมเด็จใน ขันน้ำมนต์ ที่มีการจารึก

     1.   การตัดกรอบ พระสมเด็จวัดระฆังหลวง มักจะทำด้วยความประณีต ไม่รีบร้อนเพราะเป็นพิธีหลวง โดยกำหนดให้ช่างหลวงซึ่งได้แก่ ช่างสิบหมุ่ เป็นผู้ออกแบบสร้างการัดกรอบพระสมเด็จ จึงมีความพิถีพิถันและความประณีตเป็นอย่างมาก ผิดกับพระสมเด็จในยุคหลังจะขาดความประณีตบรรจง เพราะเร่งรีบในการสร้างขาดความสวยงาม ตามวัตถุประสงค์ของผู้สร้างที่อยาจะให้เป็นไปตามทฤษฏีตน

          วิธีตัดขอบพระสมเด็จขึ้นอยู่กับช่างสิบหมู่เป็นผู้ตัด  เหตุผลหลักที่ต้องตัดกรอบให้สวยชัดเจน เนื่องจากต้องการให้เหมาะสมกับกรอบพระที่จะใส่ เพราะสมัยก่อนการทำกรอบพระนั้นแพงมาก ดังนั้นต้องตัดให้พอดี และอีกเหตุผลหนึ่งคือ ต้องการประหยัดเนื้อพระนั่นเอง

     2.   มวลสารในการสร้าง : มีสองแบบคือ มวลสารแบบละเอียด และมวลสารแบบหยาบ โดยส่วนมากแล้วมวลสารในการสร้างจะใช้ปูนปอร์ตแลนด์จากนอกอย่างดีซึ่งเป็นมวลสารที่ละเอียด   ส่วนมวลสารแบบหยาบนั้นสามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้ ซึ่งเราจะได้ยินเซียนพระพูดกันว่า พระธาตุ ผงพุทธคุณ เศษพระเก่า ตะไบพระกริ่ง นั่นหมายถึงมวลสารแบบหยาบนั่นเอง

            มวลสารที่กล่าวมารวมกันแล้วเรียกว่า วัตถุมลคล แสดงให้เห็นถึงความประณีต พิถีพิถันบรรจงในการสร้าง และจะมีมวลสารหยาบเพื่อการยึดเกาะเพื่อให้เกิดความมั่นคงแข็งแรง 

     3.   สีพระสมเด็จ    สีพระสมเด็จ มักมีสีขาวอมเหลืองหรือน้ำตาล ในกรณีที่เป็นพระใช้ เนื้อพระจะขึ้นมันหรือ ฟิล์ม (film) บางฯ บ่งบอกให้รู้ถึงอายุของพระที่เกิดจากการทำปฏิกิริยาระหว่างอาการกับเนื้อพระ เพราะกรุงเทพฯนั้นมีอากาศร้อนทำให้น้ำมันตั้งอิ้วลอยขึ้นอยู่บนผิวพระสมเด็จ เซียนโบราณจะนิยมเนื้อพระชนิดนี้ซึ่งมีเนื้อหนึกนุ่ม (แก่น้ำมันตั้งอิ้ว) ดูแล้วมีเสน่ห์ มีความสวยงามยิ่งนัก

     3.1  สีกระ (ด่าง) บนองค์พระ  สีกระ (ด่าง) บนองค์พระเกิดจากกรณีที่น้ำมันตั้งอิ้ว ลอยขึ้นมาบนผิวพระ ลักษณะจะเป็นด่าง เป็นจุด สามเหตุเกิดจากการที่น้ำมันตั้งอิ้วผสมในเนื้อพระไม่สม่ำเสมอ หรือกรณีที่นำพระออกมาผึ่ง เกิดจากการที่น้ำมันตั้งอิ้วผสมในเนื้อพระไม่สม่ำเสมอ หรือเกิดจากการระเหยของอากาศไม่ทั่วถึง หรือเกิดจากความร้อนอบอ้าว ของอากาศในกรุงเทพฯ สีส่วนใหญ่ที่พบ คือ สีน้ำตาลช็อกโกแลต สีน้ำตาล และสีน้ำตาลอมเหลือง

     4.   มวลสารหลักและพระธาตุที่ชัดเจน มวลสารที่พบส่วนมากมีความละเอียด ส่วนมวลสารที่มีความหยาบ ได้ดแก่ มวลสารประเภท พระธาตุ มีสีเทา สีขาว

สีขาวขุ่น ผงพุทธคุณ จุดดำแดง จุดเขียวอิฐโบราณ ซึ่งมวลสารที่สมเด็จพุฒาจารย์ (โต) ได้นำมาจากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และสถานที่สำคัญจากเมืองกำแพงเพชร และที่อื่นฯ แล้วนำเข้าพิธีพุทธาภิเษกในพิธีหลวงในวโรกาสสำคัญ ตามคำจารึกของบาตรน้ำมนต์และฐานพระรูปหล่อ โดยรวมเรียกมวลสารเหล่านี้ว่าผงพุทธคุณ ใช้เป็นส่วนผสมในการสร้งพระสมเด็จโดยใช้น้ำมันตั้งอิ้ว เป็นตัวประสานเนื้อพระ เพื่อให้เนื้อพระมีความแข็งแรงและสวยงาม

     5.   พิมพ์พระนิยมของวัดระฆังส่วนใหญ่   จะเป็นพิมพ์นิยม ลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ประจำพิมพ์คือ คมชัดลึก องค์พระดูล่ำสันแข็งแรง โดยมีพิมพ์หลักดังนี้ 

       1. พิมพ์กรอบกระจก แบบองค์ล่ำ (กรอบกระจก)นิยม

       2. พิมพ์กรอบกระจก แบบผงค์ผสม (กรอบกระจก) นิยม

       3. พิมพ์ใหญ่แบบล่ำ (นักสะสมรุ่นใหม่ชื่นชอบ) นิยม

       4. พิมพ์เส้นด้ายใหญ่ พิมพ์เส้นด้ายเล็ก

       5. พิมพ์ปรกโพธิ์ ครบเกือบทุกพิมพ์

       6. พิมพ์ฐานแซม แบบองค์ผอม

       7. พิมพ์ฐานแซม แบบองค์ล่ำ

       8. พิมพ์เกศบัวตูม ชนิดต่างฯ เกือบทุกพิมพ์

       9. พิมพ์ใหญ่พระประธานมีหู พิมพ์ใหญ่พระประธานไม่มีหู

       10. พิมพ์ใหญ่อกวี

       11. พิมพ์อะระหังเกศอุ พิมพ์อะระหังมีหู พิมพ์อะระหังไม่มีหู พิมพ์อะระหังทรงซีโบ

       12. พิมพ์ใหญ่อกกระบอกชนิดกรอบกระจก

       13. พิมพ์วัดเกศ ครบเกือบทุกพิมพ์

       14. พิมพ์อกครุฑ เล็ก

       15. พิมพ์สังฆาฏิ มีหูและไม่มีููหู

     6.   พระที่ผ่านการใช้เนื้อพระจะมันเป็นสีน้ำตาล (ฟิล์ม)  ซึ่งอาจเกิดจากสาเหตุดังนี้คือ แผ่นฟิล์มบนผิวพระสมเด็จ เกิดจากความแห้งตัวของเนื้อพระในขณะที่พระอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ร้อนระอุ เช่น จัดเก็บซ่อนไว้ในไหหรือที่ลับ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯที่มีอากาศร้อนระอุ มีผลทำให้น้ำมันตั้งอิ้วที่อยู่ในเนื้อพระรีด ดันตัวออกมาพร้อมกับการระเหิตของเนื้อพระ เมื่อถูกสัมผัสกับไอเหงื่อ เนื้อจะมีความหนึกนุ่มสวยงามทันทีในพระสมเด็จบางองค์มีคราบปรอทติัดอยู่ก็จะมีความมันวาว

       อายุพระนับว่ามีความสำคัญมาก เมื่อทำการเปรียบเทียบกับพระที่มีอายุน้อยกว่า เช่น พระสมเด็จปี 09 ซึ่งปัจจุบันอายุเกือบ 40 ปี แต่ก็ยังไม่ีมีปรากฏฟิล์มบนผิวพระดังกล่าว

      สีที่เปลี่ยนไป โดยปกติน้ำมันตั้งอิ้วจะมีสีขาวขุ่น เวลาผ่านไปถึงร้อยปีทำให้สีของน้ำมันตั้งอิ้วเปลี่ยนไปเป็นสีน้ำตาลหรือสีเหลือง ซึ่งเป็นไปตามขบวนการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการวิทยาศาสตร์  ทฤษฏีนี้นับเป็นเคล็ดลับในการพิจารณาพระแท้อีกประการหนึ่ง

     ความแห้งของเนื้อพระ จากที่ได้กล่าวกทฤษฏีเรื่องของแผ่นฟิล์มบนผิวพระสมเด็จไปแล้วนั้น ถ้าผิวพระสมเด็จชำรุด หรือกะเทาะ จนเห็นเนื้อพระด้านในจะพบว่ามีความแห้ง (ยกเว้นพระที่ส่วนผสมแก่น้ำมันตั้งอิ้ว)

     ปรอทเคลือบผิวพระจะพบกรณีที่พระไม่ได้ผ่านการใช้มีสภาพเิดิมที่บรรจุในภาชนะ นับเป็นวิธีพิจารณา พระแท้อีกประการหนึ่ง อย่างนี้เซียนจะบอกว่าพิมพ์ใช่ เนื้อไม่ใช่ คงจะเป็นหลักการที่ไม่ถูกต้องนัก เพราะเซียนบางท่านยังไม่เคยเห็นคราบปรอทด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้นจึงต้องใช้หลักฐานทางโบราณคดี และหลักทางวิทยาศาสตร์เป็นหลักฐานที่นำมาพิสูจน์เพื่อความถูกต้องและชัดเจน

     7.   ด้านหลังพระสมเด็จ ด้านหลังพระสมเด็จ ส่วนใหญ่จะเปิดผิว เนื่องจากติดกับปูนปอร์ตแลนด์ (ปูนนอก) ด้านในฐานรูปหล่อลอยองค์ ของสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ขนาดเฉลี่ยโดยประมาณ 12-15 นิ้ว ที่ฐานรูปหล่อลอยองค์มักจะสลักอักษรบันทึกเรื่องราว การสร้างพระสมเด็จที่สร้างเนื่องในโอกาสต่างฯ เช่น การเลือนสมณศักดิ์ ฉะนั้นพระสมเด็จแต่ละพิมพ์จึงมีความหมายมีที่มาอย่างเห็นได้ชัดเจน ดังหลักฐานที่ปรากฏ เช่น สลักคำจารึกที่ฐานรูปหล่อความว่า สมเด็จพุฒาจารย์ (โต) สร้างถวายให้พระอาจารย์ เมื่อพิจารณาดูพระสมเด็จที่ติดไว้ที่ฐานพระจะเป็นรูปทรงพระสมเด็จอะระหังพิมพ์ต่างฯ

     8.   การลงรักปิดทอง  ในสมัย ร.4-5 มักนิยมใช้ทองคำเปลว 100% ไปติดตามสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพราะมีความเชื่อทางประเพณีไทย ว่าทองเป็นของสูงและมีคุณค่าเป็นที่นิยม จะปฏิบัติสืบต่อกันมา เช่น ในการสร้างวัดวิหาร ภายในมักลงรักปิดทอง เช่นเดียวกันในการค้นพบพระกรุก็มักจะลงรักปิดทอง

      ในสมัย ร.5 เมื่อครั้งเสด็จประพาสจังหวัดพิษณุโลก ได้มีราษฏร์ถวาย พระนางพญา เป็นจำนวนมาก พระองค์จึงแจกจ่ายให้ข้าราชบริพารที่ตามเสด็จ ส่วนที่เหลือให้นำไป ลงรักปิดทอง บรรจุไว้ในกรุวัดโพธิ์ ตามหลักฐานที่ได้ค้นพบพระนางพญาที่วัดโพธิ์ได้มีการลงรักปิดทองพระไว้ด้วย

ข้อสังเกตของรัก มีลักษณะดังนี้

   รักมีสีดำ

   รักผสมโดยธรรมชาติ (ม่วงออกดำ)

   สีแดง (ชาติ)

        คุณสมบัติของรักที่ลงในพระสมเด็จของช่างหลวงมีดังนี้

       มีความหนา

      มีความเหี่ยวย่น

     แห้งกรอบ หลุดง่าย

     สีเป็นสีม่วง (มีการลงชาติก่อนแล้วลงรักดำทับ)

     ทองที่ลงบนรักเป็นทองเก่าโบราณ ที่ผิวสุกอร่าม (เนื้อทองมาก)

หมายเหตุ : รักจะมีความหนาและความเหนียว และความเหี่ยวย่น ทองจะเป็นทองเก่า มีลักษณะเหลืองสุกปลั่ง ถ้าเป็นรักสีดำจะมีความแห้ง และหลุดง่าย

 

 

หมายเหตุ : แหล่งที่มาของข้อมูล : หนังสือจักรพรรดิแห่งพระเครื่อง สถาบันพุทธสยาม โดย ศาสตราจารย์ อรรคเดช กฤษณะดิลก 

 

Share this